สุดหล่อ! "มาเน่" ลั่นยอมแพ้ดีกว่าทำวงการฟุตบอลเสื่อมเสีย
ซาดิโอ มาเน่ กลายเป็นฮีโร่ของทีมชาติเซเนกัลอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ด้วยเหตุผลในเรื่องการยิงประตูอย่างที่หลายคนคาดคิด
อดีตกองหน้าคนดังของ ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ แอฟริกา คัพ ออฟ เนชั่นส์ (AFCON) สมัยที่ 2 มาครองได้สำเร็จ หลังพาทีมเอาชนะเจ้าภาพ โมร็อกโก ไปได้ในนัดชิงชนะเลิศที่เต็มไปด้วยประเด็นดราม่า
เหตุการณ์วุ่นวายเกิดขึ้นในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ เมื่อเฮดโค้ชของเซเนกัลพยายามที่จะเรียกผู้เล่นออกจากสนาม (Walk-out) เพื่อประท้วงหลังจากที่ โมร็อกโก ได้ลูกจุดโทษในนาทีที่ 98 จากจังหวะที่ มาลิค ดิย็อฟ กองหลังเซเนกัลไปทำฟาวล์ บราฮิม ดิอาซ
ในขณะที่นักเตะเซเนกัลเดินกลับเข้าไปในห้องแต่งตัวกันหมดแล้ว มีภาพจับได้ว่า มาเน่ เดินตามเข้าไปข้างในและเกลี้ยกล่อมต้อนเพื่อนร่วมทีมให้กลับออกมาลงสนามอีกครั้ง โดยได้รับความช่วยเหลือจาก เอดูอาร์ เมนดี้ ผู้รักษาประตูเพื่อนร่วมทีม
มาเน่ ซึ่งประกาศไว้แล้วว่านี่จะเป็น AFCON ครั้งสุดท้ายของเขา ได้ปิดฉากในฐานะผู้นำอย่างสมภาคภูมิ โดยเพื่อนร่วมทีมได้มอบปลอกแขนกัปตันทีมให้เขาเป็นผู้ชูถ้วยแชมป์ในพิธีรับรางวัล
เขาให้สัมภาษณ์ว่า: "ฟุตบอลคือสิ่งที่วิเศษ ทั่วโลกกำลังจับตามองเราอยู่ ทั่วโลกรักฟุตบอล และผมคิดว่าฟุตบอลคือความสุข ดังนั้นเราต้องสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับวงการฟุตบอล"
"ผมคิดว่ามันคงบ้ามากถ้าจะไม่แข่งต่อ เพียงเพราะกรรมการเป่าจุดโทษแล้วเราก็จะเลิกเล่นดื้อๆ เนี่ยนะ? ผมคิดว่านั่นจะเป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุดโดยเฉพาะสำหรับฟุตบอลแอฟริกัน ผมยอมแพ้เสียยังดีกว่าที่จะปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับฟุตบอลของเรา"
"ผมมองว่ามันแย่มากนะ ฟุตบอลไม่ควรจะหยุดชะงักไปเป็นสิบนาทีแบบนี้ แต่เราจะทำอะไรได้ล่ะ? เราต้องยอมรับในสิ่งที่เราทำลงไป แต่สิ่งดีคือเรากลับมา และเราก็ลงแข่งต่อ และอะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด"
เรื่องราวถัดจากนั้นเปรียบดั่งเทพนิยาย เมื่อ ดิอาซ ยิงติดเซฟของ เมนดี้ และกลายเป็น เซเนกัล ที่มาได้ประตูขึ้นนำในช่วงต่อเวลา ชนะไปด้วยสกอร์ 1-0
